ประโยค

ความหมายและส่วนประกอบของประโยค

ความหมายของประโยค
ประโยค เกิดจากคำหลายๆคำ หรือวลีที่นำมาเรียงต่อกันอย่างเป็นระเบียบให้แต่ละคำมีความสัมพันธ์กัน มีใจความสมบูรณ์ แสดงให้รู้ว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เช่น สมัครไปโรงเรียน ตำรวจจับคนร้าย เป็นต้น

ส่วนประกอบของประโยค
ประโยคหนึ่ง ๆ จะต้องมีภาคประธานและภาคแสดงเป็นหลัก และอาจมีคำขยายส่วนต่าง ๆ ได้
1.ภาคประธาน
ภาคประธานในประโยค คือ คำหรือกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นผู้กระทำ ผู้แสดงซึ่งเป็นส่วนสำคัญของประโยค ภาคประธานนี้ อาจมีบทขยายซึ่งเป็นคำหรือกลุ่มคำมาประกอบ เพื่อทำให้มีใจความชัดเจนยิ่งขึ้น
2.ภาคแสดง
ภาคแสดงในประโยค คือ คำหรือกลุ่มคำที่ประกอบไปด้วยบทกริยา บทกรรมและส่วนเติมเต็ม บทกรรมทำหน้าที่เป็นตัวกระทำหรือตัวแสดงของประธาน ส่วนบทกรรมทำหน้าที่เป็นผู้ถูกกระทำ และส่วนเติมเต็มทำหน้าที่เสริมใจความของประโยคให้สมบูรณ์ คือทำหน้าที่คล้ายบทกรรม แต่ไม่ใช้กรรม เพราะมิได้ถูกกระทำ

ชนิดของประโยค
ประโยคในภาษาไทยแบ่งเป็น 3 ชนิด ตามโครงสร้างการสื่อสารดังนี้

1. ประโยคความเดียว
ประโยคความเดียว คือ ประโยคที่มีข้อความหรือใจความเดียว ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เอกรรถประโยค เป็นประโยคที่มีภาคประโยคเพียงบทเดียว และมีภาคแสดงหรือกริยาสำคัญเพียงบทเดียว หากภาคประธานและภาคแสดงเพิ่มบทขยายเข้าไป ประโยคความเดียวนั้นก็จะเป็นประโยคความเดียวที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น
2. ประโยคความรวม
ประโยคความรวม คือ ประโยคที่รวมเอาโครงสร้างประโยคความเดียวตั้งแต่ 2 ประโยคขึ้นไปเข้าไว้ในประโยคเดียวกัน โดยมีคำเชื่อมหรือสันธานทำหน้าที่เชื่อมประโยคเหล่านั้นเข้าด้วยกัน ประโยคความรวมเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อเนกกรรถประโยค ประโยคความรวมแบ่งใจความออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้

2.1 ประโยคที่มีความคล้อยตามกัน ประโยคความรวมชนิดนี้ประกอบด้วยประโยคเล็กตั้งแต่ 2 ประโยคขึ้นไป มีเนื้อความคล้อยตามกันในแง่ของความเป็นอยู่ เวลา และการกระทำ
ตัวอย่าง
• ทรัพย์ และ สินเป็นลูกชายของพ่อค้าร้านสรรพพาณิชย์
• ทั้ง ทรัพย์ และ สินเป็นนักเรียนโรงเรียนอาทรพิทยาคม
• ทรัพย์เรียนจบโรงเรียนมัธยม แล้ว ก็ไปเรียนต่อที่วิทยาลัยอาชีวศึกษา
• พอ สินเรียนจบโรงเรียนมัธยม แล้ว ก็ มาช่วยพ่อค้าขาย
สันธานที่ใช้ใน 4 ประโยค ได้แก่ และ, ทั้ง – และ, แล้วก็, พอ – แล้วก็
หมายเหตุ : คำ “แล้ว” เป็นคำช่วยกริยา มิใช่สันธานโดยตรง

2.2 ประโยคที่มีความขัดแย้งกัน ประโยคความรวมชนิดนี้ ประกอบด้วยประโยคเล็ก 2 ประโยค มีเนื้อความที่แย้งกันหรือแตกต่างกันในการกระทำ หรือผลที่เกิดขึ้น
ตัวอย่าง
• พี่ตีฆ้อง แต่ น้องตีตะโพน
• ฉันเตือนเขาแล้ว แต่ เขาไม่เชื่อ

2.3 ประโยคที่มีความให้เลือก ประโยคความรวมชนิดนี้ ประกอบด้วยประโยคเล็ก 2 ประโยคและกำหนดให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
ตัวอย่าง
• ไปบอกนายกิจ หรือ นายก้องให้มานี่คนหนึ่ง
• คุณชอบดนตรีไทย หรือ ดนตรีสากล

2.4 ประโยคที่มีความเป็นเหตุเป็นผลแก่กัน ประโยคความรวมชนิดนี้ประกอบด้วยประโยคเล็ก 2 ประโยค ประโยคแรกเป็นเหตุประโยคหลังเป็นผล
ตัวอย่าง
• เขามีความเพียรมาก เพราะฉะนั้น เขา จึง ประสบความสำเร็จ
• คุณสุดาไม่อิจฉาใคร เธอ จึง มีความสุขเสมอ

ข้อสังเกต
• สันธานเป็นคำเชื่อมที่จ้ำเป็นต้องมีประโยคความรวม และจะต้องใช้ให้เหมาะสมกับเนื้อความในประโยค ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า สันธานเป็นเครื่องกำหนดหรือชี้บ่งว่าประโยคนั้นมีใจความแบบใด
• สันธานบางคำประกอบด้วยคำสองคำ หรือสามคำเรียงอยู่ห่างกัน เช่น ฉะนั้น – จึง, ทั้ง – และ, แต่ – ก็ สันธานชนิดนี้เรียกว่า “สันธานคาบ” มักจะมีคำอื่นมาคั่นกลางอยู่จึงต้องสังเกตให้ดี
• ประโยคเล็กที่เป็นประโยคความเดียวนั้น เมื่อแยกออกจากประโยคความรวมแล้ว ก็ยังสื่อความหมายเป็นที่เข้าใจได้

3. ประโยคความซ้อน
ประโยคความซ้อน คือ ประโยคที่มีใจความสำคัญเพียงใจความเดียว ประกอบด้วยประโยคความเดียวที่มีใจความสำคัญ เป็นประโยคหลัก (มุขยประโยค) และมีประโยคความเดียวที่มีใจความเป็นส่วนขยายส่วนใดส่วนหนึ่งของประโยคหลัก เป็นประโยคย่อยซ้อนอยู่ในประโยคหลัก (อนุประโยค) โดยทำหน้าที่แต่งหรือประกอบประโยคหลัก ประโยคความซ้อนนี้เดิม เรียกว่า สังกรประโยค
อนุประโยคหรือประโยคย่อยมี 3 ชนิด ทำหน้าที่ต่างกัน ดังต่อไปนี้

3.1 ประโยคย่อยที่ทำหน้าที่แทนนาม (นามานุประโยค) อาจใช้เป็นบทประธานหรือบทกรรม หรือส่วนเติมเต็มก็ได้ ประโยคย่อยนี้เป็นประโยคความเดียวซ้อนอยู่ในประโยคหลักไม่ต้องอาศัยบทเชื่อม หรือคำเชื่อม
ตัวอย่างประโยคความซ้อนที่เป็นประโยคย่อยทำหน้าที่แทนนาม
3.2 ประโยคย่อยที่ทำหน้าที่เป็นบทขยายประธานหรือบทขยายกรรมหรือบทขยายส่วนเติม เต็ม (คุณานุประโยค) แล้วแต่กรณี มีประพันธสรรพนาม (ที่ ซึ่ง อัน ผู้) เชื่อมระหว่างประโยคหลักกับประโยคย่อย
ตัวอย่างประโยคความซ้อนที่ประโยคย่อยทำหน้าที่เป็นบทขยาย
3.3 ประโยคย่อยที่ทำหน้าที่เป็นบทขยายคำกริยา หรือบทขยายคำวิเศษณ์ในประโยคหลัก (วิเศษณานุประโยค) มีคำเชื่อม (เช่น เมื่อ จน เพราะ ตาม ให้ ฯลฯ) ซึ่งเชื่อมระหว่างประโยคหลักกับประโยคย่อย
ตัวอย่างประโยคความซ้อนที่ประโยคย่อยทำหน้าที่เป็นบทกริยาหรือบทขยายวิเศษณ์

หน้าที่ของประโยค
ประโยคต่างๆ ที่ใช้ในการสื่อสารย่อมแสดงถึงเจตนาของผู้ส่งสาร เช่น บอกกล่าว เสนอแนะ อธิบาย ซักถาม ขอร้อง วิงวอน สั่งห้าม เป็นต้น หากจะแบ่งประโยคตามหน้าที่หรือลักษณะที่ใช้ในการสื่อสาร สามารถแบ่งออกเป็น 4 ลักษณะ ดังนี้
1.บอกเล่าหรือแจ้งให้ทราบ
เป็นประโยคที่มีเนื้อความบอกเล่าบ่งชี้ให้เห็นว่า ประธานทำกริยา อะไร ที่ไหน อย่างไร และเมื่อไหร่ เช่น
– ฉันไปพบเขามาแล้ว
– เขาเป็นนักฟุตบอลทีมชาติ
2.ปฏิเสธ
เป็นประโยคมีเนื้อความปฏิเสธ จะมีคำว่า ไม่ ไม่ได้ หามิได้ มิใช่ ใช่ว่า ประกอบอยู่ด้วยเช่น
– เรา ไม่ได้ ส่งข่าวถึงกันนานแล้ว
– นั่น มิใช่ ความผิดของเธอ
3.ถามให้ตอบ
เป็นประโยคมีเนื้อความเป็นคำถาม จะมีคำว่า หรือ ไหม หรือไม่ ทำไม เมื่อไร ใคร อะไร ที่ไหน อย่างไร อยู่หน้าประโยคหรือท้ายประโยค เช่น
– เมื่อคืนคุณไป ที่ไหน มา
– เธอเห็นปากกาของฉัน ไหม
4.บังคับ ขอร้อง และชักชวน
เป็นประโยคที่มีเนื้อความเชิงบังคับ ขอร้อง และชักชวน โดยมีคำอนุภาค หรือ คำเสริมบอกเนื้อความของประโยค เช่น
– ห้าม เดินลัดสนาม
– กรุณา พูดเบา

Posted in ประโยค | Leave a comment

คำเป็นคำตาย คำครุ-ลหุ

คำเป็น หมายถึง คำหรือพยางค์ในภาษาไทยที่มีลักษณะข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้

1.คำหรือพยางค์ที่ประสมด้วยสระเสียงยาวในแม่ ก กา เช่น มา นี มี ตา มา ดู ปู ฯลฯ
2.คำหรือพยางค์ที่มีตัวสะกดในแม่ กง กน กม เกย เกอว เช่น กลาง คืน ลืม เลย เชียว ฯลฯ
3.คำหรือพยางค์ที่ประสมด้วยสระ อำ ใอ ไอ เอา เช่น ทำ ใจ ไป เอา ฯลฯ

คำตาย หมายถึง คำหรือพยางค์ในภาษาไทยที่มีลักษณะข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้

คำหรือพยางค์ที่ประสมด้วยสระเสียงสั้นในแม่ ก กา แต่ยกเว้นสระ   อำ   ไอ   ใอ   เอา
เช่น สุ จิ ปุ ลิ ฯลฯ

คำหรือพยางค์ที่มีตัวสะกดในแม่ กก กด กบ
เช่น ยก ทัพ ตัด บท ฯลฯ

ครุ ลหุ เอก โท
ครุ

คือพยางค์ที่มีเสียงหนัก ได้แก่ พยางค์ที่ประกอบด้วย สระเสียงยาว (ทีฆสระ) และ สระเกินทั้ง ๔ คือ สระ อำ ใอ ไอ เอา และพยางค์ที่มีตัวสะกดทั้งสิ้น เช่นตา ดำ หัด เรียน ฯลฯ

ครุ (เสียงหนัก) เป็นพยางค์ที่ประสมด้วยสระเสียงยาวในมาตราแม่ ก.กาและมีตัว สะกด รวมทั้งประสมด้วย อำ ไอ ใอ เอา เช่น จำ ได้ ไป เขา รัก ลูก
คำครุ แปลว่า เสียงหนัก สัญลักษณ์ “ อั “ ประกอบด้วย
พยางค์ที่มีสระเสียงยาวไม่มีตัวสะกด เช่น มาหา พารา
พยางค์ที่มีตัวสะกดทั้ง 8 แม่ เช่น รัก ชิด ชอบ ฯลฯ
พยางค์ที่มีสระ อำ ไอ ใอ เอา เช่น เรา จำ ใจ ไป
ลหุ

คือพยางค์ที่มีเสียงเบา ได้แก่พยางค์ที่ประกอบด้วย สระสั้น(รัสสระ) ที่ไม่มีตัวสะกด เช่น พระ จะ มิ ดุ แกะ ฯลฯ
ลหุ คำที่มีเสียงเบา เป็นพยางค์ที่ประสมด้วยสระเสียงสั้น เช่น จะ ดุ ติ ผิว กระทะ ฤ

ครุ-ลหุ มีสัญลักษณ์แทนดังนี้ั


คำลหุ แปลว่า เสียงเบา สัญลักษณ์ “ อุ “ ประกอบด้วย
พยางค์ที่มีสระเสียงสั้นไม่มีตัวสะกด เช่น มะลิ ชิชะ ก็ เถอะ
พยางค์ที่มีตัวพยัญชนะตัวเดียว เช่น ณ บ ธ

เอก  คือพยางค์ หรือคำที่มีรูปวรรณยุกต์เอก และบรรดาคำตายทั้งสิ้น ซึ่งในโคลง และร่าย ใช้เอกแทนได้ เช่น พ่อ แม่ พี่ ปู่ ชิ ชะ มัก มาก ฯลฯ

โท   คือพยางค์หรือคำที่มีรูปวรรณยุกต์โท เช่น น้า ป้า ช้าง นี้น้อง ต้อง เลี้ยว ฯลฯ

เอก-โท ที่บังคับด้วยรูปวรรณยุกต์ เอก โท นิยมใช้กับคำประพันธ์ประเภทร่าย โคลง

Posted in คำเป็นคำตาย คำครุ-ลหุ | Leave a comment

คำสมาส คำสนธิ

คำสมาส
การสร้างคำสมาสในภาษาไทยได้แบบอย่างมาจากภาษาบาลีและสันสกฤต   โดยนำคำบาลี-สันสกฤต   ตั้งแต่สองคำมาต่อกันหรือรวมกัน

ลักษณะของคำสมาสเป็นดังนี้
๑.เป็นคำที่มาจากภาษาบาลี-สันสกฤตเท่านั้น   คำที่มาจากภาษาอื่นๆ นำมาประสมกันไม่นับเป็นคำสมาส   ตัวอย่างคำสมาส
บาลี+บาลี อัคคีภัย    วาตภัย    โจรภัย    อริยสัจ    ขัตติยมานะ    อัจฉริยบุคคล
สันสกฤต+สันสกฤต แพทยศาสตร์    วีรบุรุษ    วีรสตรี    สังคมวิทยา   ศิลปกรรม
บาลี+สันสกฤต, สันสกฤต+บาลี หัตถศึกษา    นาฎศิลป์    สัจธรรม    สามัญศึกษา

๒.คำที่รวมกันแล้วไม่เปลี่ยนแปลงรูปคำแต่อย่างใด  เช่น
วัฒน+ธรรม    =   วัฒนธรรม  สาร+คดี        =   สารคดี
พิพิธ+ภัณฑ์   =   พิพิธภัณฑ์  กาฬ+ปักษ์    =   กาฬปักษ์
ทิพย+เนตร    =   ทิพยเนตร  โลก+บาล     =   โลกบาล
เสรี+ภาพ      =   เสรีภาพ  สังฆ+นายก  =   สังฆนายก

๓.คำสมาสเมื่อออกเสียงต้องต่อเนื่องกัน  เช่น
ภูมิศาสตร์  อ่านว่า พู-มิ-สาด
เกียรติประวัติ อ่านว่า เกียด-ติ-ประ-หวัด
เศรษฐการ  อ่านว่า เสด-ถะ-กาน
รัฐมนตรี  อ่านว่า รัด-ถะ-มน-ตรี
เกตุมาลา อ่านว่า เก-ตุ-มา-ลา

๔.คำที่นำมาสมาสกันแล้ว   ความหมายหลักอยู่ที่คำหลัง   ส่วนความรองจะอยู่ข้างหน้า  เช่น
ยุทธ (รบ)  +  ภูมิ (แผ่นดิน  สนาม) =   ยุทธภูมิ  (สนามรบ)
หัตถ (มือ)  +  กรรม (การงาน) =   หัตถกรรม  (งานฝีมือ)
คุรุ (ครู)   +   ศาสตร์ (วิชา) =   คุรุศาสตร์  (วิชาครู)
สุนทร (งาม  ไพเราะ)  +  พจน์ (คำกล่าว)=   สุนทรพจน์  (คำกล่าวที่ไพเราะ)

 

คำสนธิ
คำสนธิในภาษาไทยหมายถึงคำที่มาจากภาษาบาลี-สันสกฤต   มาเชื่อมต่อกัน
ทำให้เสียงพยางค์หลังของคำแรกกลมกลืนกันกับเสียงพยางค์แรกของคำหลัง
๑. สระสนธิ   คือการกลมกลืนคำด้วยเสียงสระ  เช่น
วิทย+อาลัย     =   วิทยาลัย  พุทธ+อานุภาพ  =   พุทธานุภาพ
มหา+อรรณพ  =   มหรรณพ  นาค+อินทร์       =   นาคินทร์
มัคค+อุเทศก์   =   มัคคุเทศก์  พุทธ+โอวาท     =   พุทโธวาท
รังสี+โอภาส    =   รังสิโยภาส  ธนู+อาคม        =   ธันวาคม
๒. พยัญชนะสนธิ   เป็นการกลมกลืนเสียงระหว่างพยัญชนะกับพยัญชนะ   ซึ่งไม่ค่อยมีใช้ในภาษาไทย  เช่น
รหสฺ + ฐาน     =   รโหฐาน  มนสฺ + ภาว   =   มโนภาว  (มโนภาพ)
ทุสฺ + ชน        =   ทุรชน  นิสฺ + ภย       =   นิรภัย
๓. นฤคหิตสนธิ   ได้แก่การเชื่อมคำที่ขึ้นต้นด้วยนฤคหิตหรือพยางค์ท้ายของคำหน้าเป็นนฤคหิต  กับคำอื่นๆ  เช่น
สํ + อุทัย     =   สมุทัย  สํ + อาคม     =   สมาคม
สํ + ขาร      =   สังขาร  สํ + คม         =   สังคม
สํ + หาร     =   สังหาร  สํ + วร          =    สังวร
ลักษณะของคำสมาส
คำสมาส  คือ  การย่นนามศัพท์ตั้งแต่สองคำขึ้นไปให้เป็นคำเดียวในภาษาบาลีและสันสกฤต

ลักษณะของคำสมาสที่ปรากฏในภาษาไทยมี  ดังนี้
๑.คำที่เกิดจากคำบาลีหรือคำสันสกฤตล้วนๆ มาต่อกัน  เช่น  เทวบัญชา  ราชบุตร  ผลิตผล
๒.คำที่เกิดจากนามศัพท์หรืออัพยศัพท์ต่อกับนามศัพท์  เช่น  สมณพราหมณ์  อัศวมุข  ทุศีล  อธิการ
๓. พยางค์สุดท้ายของคำหน้าในคำสมาสไม่ประวิชสรรชนีย์หรือไม่เป็นตัวการันต์  เช่น  กิจการ  วิวาหมงคล
๔.คำสมาสจะเรียงต้นศัพท์ไว้หลัง  ศัพท์ประกอบไว้หน้า  เมื่อแปลความหมายจะต้องแปลจากหลังไปหน้า
เช่น  สภานายก  (นายกแห่งสภา )    ภูมิภาค  ( ส่วนของแผ่นดิน )
๕.คำสมาสบางคำเรียงลำดับคำอย่างไทย  คือ เรียงต้นศัพท์ไว้หน้า  ศัพท์ประกอบไว้หลัง  การเขียนคำสมาสเหล่านี้
ไม่ประวิสรรชนีย์ระหว่างคำ  แต่เมื่ออ่านจะออกเสียงสระต่อเนื่องกัน  เช่น บุตรภรรยา (บุด-ตระ-พัน-ระ-ยา) บุตรและภรรยา
๖. คำสมาสส่วนมากออกเสียงสระตรงพยางค์ท้ายของคำหน้า  เช่น  กาลสมัย ( กาน- ละ – สะ -ไหม )
๗. คำบาลีสันสกฤตที่มีคำว่า  ” พระ ” ที่แผลงมาจาก  ” วร ” ประกอบข้างหน้า  จัดเป็นคำสมาสด้วย เช่น พระโอรส  พระอรหันต์
๘. คำสมาสบางพวกจะมีลักษณะรูปคำรูปหนึ่งคล้ายกัน  เช่น
– คำที่ลงท้ายด้วยศาสตร์ เช่น  นิติศาสตร์  อักษรศาสตร์  ประวัติศาสตร์
–  คำที่ลงท้ายด้วยภัย  เช่น  อุทกภัย  วาตภัย   อัคคีภัย
– คำที่ลงท้ายด้วยกรรม  เช่น  นิติกรรม  นวัตกรรม  กสิกรรม

Posted in คำสมาส คำสนธิ | Leave a comment

คำซ้อน

คำซ้อน  หมายถึง  คำที่เกิดจากการสร้างคำโดยนำคำที่มีความหมายเหมือนกัน  คล้ายกัน  ตรงข้ามกัน  หรือมีความเกี่ยวข้อง  สัมพันธ์กันในทางใดทางหนึ่งมาเขียนซ้อนกัน  ซึ่งอาจทำให้เกิดความหมายเฉพาะหรือความหมายใหม่ขึ้นมา  คำซ้อนสามารถจำแนกจุดประสงค์ของการซ้อนคำได้เป็น 2 ลักษณะ  ดังนี้

1.  ซ้อนเพื่อความหมาย  เป็นการนำคำที่มีความหมายสมบูรณ์มาซ้อนกันตั้งแต่ 2 คำขึ้นไป  ได้แก่
1.1  คำที่มีความหมายเหมือนกัน
กัก + ขัง                    กักขัง
ใหญ่ + โต                  ใหญ่โต
นุ่ม + นิ่ม                    นุ่มนิ่ม
กู้ + ยืม                      กู้ยืม
1.2  คำที่มีความหมายเป็นพวกเดียวกัน
บ้าน + เรือน                บ้านเรือน
แข้ง + ขา                   แข้งขา
ห้าง + ร้าน                  ห้างร้าน
เนื้อ + ตัว                    เนื้อตัว
1.3  คำที่มีความหมายเกี่ยวข้องกัน
ลูก + หลาน                 ลูกหลาน
เหงือก + ฟัน                เหงือกฟัน
ข้าว + ปลา                  ข้าวปลา
พี่ + น้อง                     พี่น้อง
1.4  คำที่มีความหมายตรงข้ามกัน
ผิด + ชอบ                   ผิดชอบ
ได้ + เสีย                    ได้เสีย
เท็จ + จริง                   เท็จจริง
แพ้ + ชนะ                   แพ้ชนะ

2.  ซ้อนเพื่อเสียง  เป็นการนำคำที่มีเสียงคล้ายกันมาซ้อนกัน  เพื่อให้ออกเสียงง่ายขึ้น  คำที่นำมาซ้อนนั้นอาจมีความหมายเพียงคำเดียว  หรือไม่มีความหมายทั้งสองคำก็ได้  วิธีการสร้างคำซ้อนเพื่อเสียง  ได้แก่
2.1  นำคำที่มีเสียงพยัญชนะต้นเหมือนกัน  แต่เสียงสระต่างกันมาซ้อนกัน  เช่น  งุ่มง่าม  โด่งดัง  จริงจัง  ซุบซิบ  ตูมตาม  ซับซ้อน  ท้อแท้
2.2  นำคำที่มีเสียงพยัญชนะต้นเหมือนกัน  เสียงสระเดียวกัน  แต่เสียงตัวสะกดต่างกันมาซ้อนกัน  เช่น  อัดอั้น  ลักลั่น  ออดอ้อน  รวบรวม
2.3  นำคำที่มีเสียงพยัญชนะต้นต่างกัน  แต่มีเสียงสระเดียวกันมาซ้อนกัน  เช่น  แร้นแค้น  รอมชอม  อ้างว้าง  ราบคาบ  จิ้มลิ้ม
2.4  นำคำที่ไม่มีความหมายมาซ้อนกับคำที่มีความหมาย  เพื่อให้สะดวกในการออกเสียง  มักใช้ในภาษาพูดเท่านั้น  เช่น  กระดูกกระเดี้ยว  อดเอิด  ตาเตอ  พยายงพยายาม
2.5  เพิ่มพยางค์ลงในคำซ้อนเพื่อให้มีเสียงสมดุล  พยางค์ที่แทรกมักเป็น  “กระ”  เช่น
ดุกดิก                    กระดุกกระดิก
จุ๋มจิ๋ม                    กระจุ๋มกระจิ๋ม
หนุงหนิง                กระหนุงกระหนิง
ตุ้งติ้ง                     กระตุ้งกระติ้ง
2.6  นำคำซ้อน 4-6  พยางค์ที่มีเสียงสัมผัสภายในคำมาซ้อนกัน  ข้าเก่าเต่าเลี้ยง  ถ้วยโถโอชาม  ประเจิดประเจ้อ  ทรัพย์ในดินสินในน้ำ

3.  ข้อสังเกตเกี่ยวกับคำซ้อน  เป็นคำซ้อนที่ซ้อนเพื่อความหมายและซ้อนเพื่อเสียง  มีข้อสังเกตที่สำคัญดังนี้
3.1  คำที่นำมาซ้อน  เป็นคำไทยซ้อนกับคำไทย  คำไทยซ้อนกับคำต่างประเทศ  หรือคำต่างประเทศซ้อนกับคำต่างประเทศก็ได้  เช่น
คำซ้อนที่มาจาก  ไทย + ไทย
ชุก + ชุม                    ชุกชุม
อ้วน + พี                     อ้วนพี
ผี + สาง                      ผีสาง
เจ้า + นาย                  เจ้านาย
คำซ้อนที่มาจาก  ไทย + ต่างประเทศ (ไทย + เขมร)
งาม + ลออ                 งามลออ
เงียบ + สงบ                เงียบสงบ
แบบ + ฉบับ                แบบฉบับ
โง่ + เขลา                   โง่เขลา
คำซ้อนที่มาจาก  ต่างประเทศ + ต่างประเทศ (บาลี + สันสกฤต)
อุดม + สมบูรณ์            อุดมสมบูรณ์
เหตุ + การณ์                เหตุการณ์
อิทธิ + ฤทธิ์                 อิทธิฤทธิ์
มิตร + สหาย                มิตรสหาย
คำซ้อนที่มาจาก  ต่างประเทศ + ต่างประเทศ (เขมร + บาลี)
รูป + ทรง                    รูปทรง
สุข + สงบ                   สุขสงบ
พละ + กำลัง                พละกำลัง
ภูมิ + ลำเนา                ภูมิลำเนา
3.2  จำนวนคำที่นำมาซ้อน  คำที่นำมาซ้อนอาจมีจำนวน 2 คำ 4 คำ  หรือ 6 คำ  คำซ้อนเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า คำคู่  เช่น
คำซ้อน 2 คำ                    ยักษ์มาร  ข้าทาส  ศีลธรรม  ขับขี่  เคร่งครัด  งอแง
คำซ้อน 4 คำ                    กู้หนี้ยืมสิน  ชั่วดีถี่ห่าง  เจ้าบุญนายคุณ  ที่นอนหมอนมุ้ง
คำซ้อน 6 คำ                    อดตาหลับขับตานอน  นอนกลางดินกินกลางทราย
3.3  ความหมายของคำซ้อน  แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ  คือ
3.3.1  ความหมายคงเดิม  คำซ้อนบางคำมีความหมายคงตามความหมายของคำที่นำมาซ้อน  เช่น  แก่ชรา  ซากศพ  พัดวี  เสื่อสาด  เป็นต้น
3.3.2  ความหมายใหม่  คำซ้อนที่มีความหมายใหม่มีหลายลักษณะ  ดังนี้
ความหมายแคบลง  คือ  มีความหมายที่เน้นคำใดคำหนึ่ง  ซึ่งจะเป็นคำหน้าหรือคำหลังก็ได้  เช่น  ปากคอ  หัวหู  ท้องไส้  เป็นต้น
ความหมายกว้างขึ้น  คือ  มีความหมายรวมไปถึงอย่างอื่นที่มีลักษณะร่วมกันหรือจำพวกเดียวกัน  เช่น
ถ้วยโถโอชาม  หมายถึง  ภาชนะใส่อาหารและสิ่งของอื่น ๆ
ปู่ย่าตายาย  หมายถึง  อวัยวะภายใน  ไม่เฉพาะตับ  ไต  และไส้  เท่านั้น
ความหมายเชิงอุปมา  คือ  มีความหมายเปลี่ยนไป  เกิดเป็นคำที่มีความหมายใหม่ในเชิงอุปมา  เช่น
ข้าเก่าเต่าเลี้ยง                    หมายถึง                    คนที่เคยรับใช้
อยู่กิน                                   หมายถึง                    การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน
เจ้าบุญนายคุณ                    หมายถึง                    ผู้ที่มีบุญคุณ
ไปลามาไหว้                        หมายถึง                     รู้จักกาลเทศะ
ขิงก็ราข่าก็แรง                     หมายถึง                     ร้ายพอ ๆ กันทั้งสองฝ่าย
ข้าวยากหมากแพง               หมายถึง                     ความเป็นอยู่ฝืดเคือง
หัวหายสะพายขาด               หมายถึง                     ไม่มีที่พึ่งพาอาศัย
ดูดดื่ม                                   หมายถึง                     ความซาบซึ้งใจ
ปากหอยปากปู                    หมายถึง                     ชอบนินทาเล็กนินทาน้อย
3.4  ความสัมพันธ์ของเสียงสระ  คำที่ซ้อนเพื่อเสียงจะมีความสัมพันธ์ระหว่างสระหลังกับสระหน้า  หรือสระอื่น ๆ กับสระอะ  สระอา  หรือสระเดียวกัน  เช่น
สระหลังกับสระหน้า  เช่น  ดุกดิก  จุกจิก  อู้อี้  ดู๋ดี๋  โอ้เอ้  โลเล  เหลาะแหละ  ก๊อกแก๊ก  อ้อแอ้
สระเดียวกัน  เช่น  เปิดเปิง  (เฉพาะข้อนี้ไม่ค่อยมีปรากฏ  จะมีมาระหว่างสระหลังกับสระหน้า)
3.5  ตำแหน่งและความหมาย  คำซ้อนบางคำ  ถ้าเปลี่ยนตำแหน่งของคำ  ความหมายจะเปลี่ยนไปจากเดิมและใช้ต่างกัน  แต่บางคำมีความหมายคงเดิม  เช่น
ความหมายเปลี่ยนแปลง
เหยียดยาว       ยืดตัวออกไปในท่านอน  ใช้กับคนหรือสัตว์  เช่น  น้องสาวนอนเหยียดยาวอยู่ใต้ต้นลีลาวดี
ยาวเหยียด       มีความยาวมาก  เช่น  รถติดไฟแดงเป็นแถบยาวเหยียด
ความหมายคงเดิม
แจกจ่าย          แบ่งปันให้ไปทั่ว ๆ  เช่น  สภากาชาดมาแจกจ่ายสิ่งของให้กับผู้ประสบอุทกภัย
จ่ายแจก          เอาออกใช้หรือให้  เช่น  คุณครูจ่ายแจกอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้แก่นักเรียน

Posted in คำซ้อน | Leave a comment

คำซ้ำ

          คำซ้ำ คือ การนำคำประเภทเดียวกัน ชนิดเดียวกันมาซ้ำ ๆ กัน มักจะมีไม้ยมก (ๆ) เป็นเครื่องสังเกต เช่น แดง ๆ ดำ ๆ ดี ๆ คำซ้ำมีหลายประเภท คือ

  •  ความหมายแสดงพหูพจน์ เช่น

เด็กๆ กำลังเล่นฟุตบอล
พี่ๆ ให้ของขวัญแก่น้อง

  • ความหมายแสดงการแยกเป็นส่วนๆ มักเป็นลักษณนาม เช่น

คุณแม่หั่นหมูเป็นชิ้นๆ
วิชุดาล้างจานให้สะอาดเป็นใบๆ สิ

  • ความหมายเน้นหรือเพิ่มน้ำหนักความหมายให้ชัดเจนขึ้น อาจเปลี่ยนเสียงส่วนหน้าเป็นเสียงวรรณยุกต์ตรีเพื่อเน้นความหมายให้เด่นชัด หรือมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น

เดินดีๆ ระวังรถด้วยนะ
สุชาติลาพักร้อน 1 สัปดาห์เต็มๆ
นางแบบคนนี้หุ่นดี๊ดี
ฉันเกลี๊ยดเกลียดคนโกหก

  • ความหมายเบาลงหรือลดน้ำหนักความหมายลง เช่น

เขายังเคืองๆ เธออยู่นะ
ฝีมือวาดรูปของเขาคล้ายๆ พ่อ
เราสองคนกำลังคบๆ กันอยู่

  • ความหมายไม่เจาะจงหรือไม่กำหนดแน่นอน

อะไรๆ ฉันก็กินได้
บ้านฉันอยู่แถวๆ เอกมัย
ผ้าดีๆ อย่างนี้หาซื้อยากนะ

  • ความหมายเปลี่ยนไปเป็นสำนวนที่มีความหมายเฉพาะ เช่น

ปุรยวีร์ล้างผักแบบลวกๆ (หยาบ, ไม่สะอาด)
ไปๆ มาๆ เขาก็ต้องไปเป็นเพื่อนเธอ (ในที่สุด)

  • การซ้ำคำจะซ้ำเป็นคู่ ๆ เช่น 2-4-6-8 คำจะไม่ซ้ำเป็นเลขคี่ เพราะการซ้ำ หมายถึง การกระทำกริยาต่อเนื่องกันไป เช่น เดินเร็ว ๆ เข้า
  • คำซ้ำ เป็นคำที่เกิดจากการสร้างคำขึ้นใหม่ โดยนำคำมูลซึ่งส่วนมากเป็นคำพยางค์เดียวมาซ้ำกัน มีความหมายเปลี่ยนแปลงไป อาจเน้นหนักขึ้น เบาลงหรือไม่ก็เปลี่ยนเป็นอย่างอื่น ในการเขียนใช้ไม้ยมกแทนคำหลัง คำส่วนมากใช้เป็นคำซ้ำได้ มีเฉพาะบางคำที่เป็นคำซ้ำไม่ได้ บางคำต้องเป็นคำซ้ำเท่านั้น คำที่เป็นคำซ้ำไม่ได้

กริยาช่วย เช่น จะ คง ได้ อาจ
บุพบท เช่น ของ แห่ง ด้วย กับ
สันธาน เช่น เมื่อ หลังจาก ตั้งแต่ และ แต่ หรือ จึง

  • คำที่ต้องเป็นคำซ้ำ ส่วนมากเป็นคำวิเศษณ์ เช่น หยิมๆ หลัดๆ ดิกๆ ยองๆ

– นำคำซ้อนมาแยกเป็นคำซ้ำ เช่น เจ็บไข้ เป็น เจ็บๆ ไข้ๆ เลียบเคียง เป็น เลียบๆ เคียงๆ อิดเอื้อน เป็น อิดๆ เอื้อนๆ
– นำคำซ้ำมาประกอบเป็นคำซ้อน เช่น เปรี้ยวๆ เค็มๆ นั่งๆ นอนๆ เราๆ ท่านๆ
– คำซ้ำมีความหมายผิดไปจากคำมูลเดิม แต่ยังคงมีเค้าของความหมายเดิม
– บอกพหูพจน์ คำเดิมอาจเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ได้ เมื่อเป็นคำซ้ำกลายเป็นพหูพจน์อย่างเดียว เช่น เด็กๆ เล่นฟุตบอล หนุ่มๆ มากับสาวๆ
– บอกความไม่เจาะจง การจำแนกเป็นพวก และความเป็นพหูพจน์ เช่นเชิญผู้ใหญ่ๆ ไปทางโน้น เด็กๆ มาทางนี้

  • คำซ้ำบอกความหมายใหม่ ไม่เนื่องกับความหมายของคำมูลเดิมเช่น พื้นๆ (ธรรมดา) กล้วยๆ (ง่าย) น้องๆ (เกือบ, ใกล้, คล้าย) อยู่ๆ ( เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว ) งูๆปลาๆ
  • คำที่ออกเสียงซ้ำกัน ไม่ใช่คำซ้ำเสมอไป คำซ้ำจะต้องเป็นคำมูลที่ออกเสียงซ้ำกันแล้วเกิดคำใหม่ขึ้นและมีความหมาย เปลี่ยนไป คำซ้ำใช้ไม้ยมกแทนคำมูลหลังคำที่ออกเสียงซ้ำกันในบางกรณีเป็นคนละคำและอยู่ ต่างประโยคกัน ไม่จัดเป็นคำซ้ำและใช้ไม้ยมกแทนคำหลังไม่ได้ เช่น เขาทำงานเป็นเป็นเพราะเธอสอนให้ เขาจะไปหาที่ที่สงบอ่านหนังสือ

ข้อสังเกตของคำซ้ำ
1.คำต่างประเภทกัน ต่างชนิดกันซ้ำกันไม่ได้ เช่น         นายดำดำนา (ดำแรกเป็นนาม ดำหลังเป็นกิริยา คำคนละชนิดกัน ซ้ำกันไม่ได้)    แม่รักลูกลูกก็รู้อยู่ว่ารัก (ลูกคำแรกเป็นกรรม ลูกคำสองเป็นประธาน ซ้ำกันไม่ได้ เพราะทำหน้าที่คนละอย่างกัน)
2.ในกรณีพูดแล้วหยุด มีจังหวะหยุด ถือว่าไม่ได้ทำกิริยาต่อเนื่อง ไม่ใช่คำซ้ำ เช่น ไป ไป๊ ไปให้พ้น (ไม่ใช่คำซ้ำ) เป็นเป็นเป็น ตายเป็นตาย (ถือว่าไม่ใช่คำซ้ำ คำซ้ำต้องเป็นคู่ ๆ)

Posted in คำซ้ำ | Leave a comment

คำมูล คำประสม

            คำมูล คือ คำพื้นฐานที่มีความหมายสมบูรณ์ในตัวเอง กล่าวคือ เป็นคำที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะอาจเป็นคำไทยดั้งเดิมหรือเป็นคำที่มาจากภาษาอื่น ก็ได้ และจะเป็คำ ” พยางค์ ” เดียวหรือหลายพยางค์ก็ได้
“พยางค์” คือ เสียงที่เปล่งออกมาครั้งหนึ่งๆ ซึ่งจะมีความหมายหรือไม่ก็ได้ วิธีนับว่ามีกี่พยางค์นั้นโดยเมื่อเราอ่านออกเสียง 1 ครั้ง ถือว่าเป็น 1 พยางค์ ถ้าออกเสียง 2 ครั้งถือว่าเป็น 2 พยางค์
เช่น  สิงโต (สิง-โต) มี 2 พยางค์
จักรวาล (จัก-กระ-วาน) มี 3 พยางค์
มหาวิทยาลัย (มะ-หา-วิด-ทะ-ยา-ลัย) มี 6 พยางค์ เป็นต้น

คำมูลแบ่งเป็น 2 ชนิด คือ
1.คำมูลพยางค์เดียว เช่น เพลง,ชาม,พ่อ,ยืน,หิว,ยิ้ม,สุข,ใน ( คำไทยแท้ ) ฟรี,ไมถ์,ธรรม ( คำที่มาจากภาษาอื่น )
ตัวอย่างของคำมูล
ภาษาไทย – พ่อ แม่ หมู หมา แมว น้อง
ภาษาจีน – เกี๊ยะ เกี๊ยว เจี๊ยะ แป๊ะ ซิ้ม
ภาษาอังกฤษ – ไมล์ เมตร ปอนด์ ฟุต

2. คำมูลหลายพยางค์ เป็นคำหลายพยางค์ เมื่อแยกแต่ละพยางค์แล้ว อาจมีความหมายหรือไม่มีความหมายก็ได้ แต่ความหมายของแต่ละพยางค์ไม่เกี่ยวข้องกับความหมายของคำมูลนั้นเลย เช่น กระดาษ ศิลปะ กำมะลอ หรือกล่าวได้ว่า คำมูล คือคำที่มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้
2.1 ประกอบด้วยพยางค์ที่ไม่มีความหมาย เช่น จิ้งหรีด จะเห็นว่าพยางค์ ” จิ้ง ” และ ” หรีด ” ต่างก็ไม่มีความหมาย
2.2 ประกอบด้วยพยางค์ที่มีความหมายเพียงบางพยางค์ เช่น กิริยา จะเห็นว่าพยางค์ ” ยา ” มีความหมายเพียงพยางค์เดียว
2.3 ประกอบด้วยพยางค์ที่มีความหมาย แต่ความหมายของคำนั้นไม่มีเค้าความหมายของแต่ละพยางค์เหลืออยู่เลย เช่น

นอกจากนี้ คำมูลคำเดียวในภาษาไทยอาจมีความหมายได้หลายอย่าง เช่นตัวอย่างที่ 1 นกเกาะอยู่บนกิ่งไม้ในเกาะแห่งหนึ่ง


ข้อสังเกตคำมูล
คำมูลหลายพยางค์ ควรดูว่าในคำหลายพยางค์นั้นมีความหมายทุกพยางค์หรือไม่ ถ้ามีความหมายบ้างไม่มีความหมายบ้างเป็นคำมูลหลายพยางค์ เช่น
มะละกอ = คำมูล 3 พยางค์         นาฬิกา = คำมูล 3 พยางค์
มะ = ไม่มีความหมาย          นา = มีความหมาย
ละ = ไม่มีความหมาย          ฬิ = ไม่มีความหมาย
กอ = มีความหมาย          กา = มีความหมาย

 

คำประสม
คำประสม คือคำที่เกิดจากการประกอบคำมูลที่มีความหมายต่างกันตั้งแต่สองคำขึ้นไป และมีความหมายใหม่ซึ่งใกล้เคียงกับความหมายของคำมูลเดิม หรือมีความหมายเป็นเชิงอุปมาหรือโดยนัย แต่ยังมีเค้าความหมายของคำมูลเดิม เช่น พัดลม เตารีด ไฟฟ้า ตู้เย็น ลูกคิด ตากล้อง ผู้แทน เรือบิน รถราง น้ำอัดลม ฯลฯ
การสร้างคำประสม มีความมุ่งหมายเพื่อให้เกิดคำใหม่เพิ่มขึ้น เป็นคำที่มีความหมายเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง มีรูปคำพอที่เข้าใจความหมายกันได้ทั่วไป คำมูล ที่นำมาประสมกันอาจเป็น นาม สรรพนาม กริยา วิเศษณ์ และ บุพบท ก็ได้เช่น

นาม กับ น   หัวใจ รถไฟ หมูป่า
กริยา กับ กริยา   ต้มยำ ขายฝาก กันสาด
วิเศษณ์ กับ นาม   หลายใจ สองหัว
บุพบท กับ นาม   นอกคอก ใต้เท้า

คำมูลที่นำมาประสมกัน อาจเป็นคำที่มาจากภาษาใดก็ได้ อาจเป็นคำไทยกับคำไทย คำไทยกับคำที่มาจากภาษาอื่น หรือเป็นคำที่มาจากภาษาอื่นทั้งหมด เช่น
คำไทย กับ คำไทย ทางด่วน ผ้ากันเปื้อน เรือหางยาว
คำไทยกับคำที่มาจากภาษาอื่น ผงชูรส ผ้าอนามัย การทางพิเศษ

คำประสมที่เกิดความหมายใหม่ขึ้นจะมีความสัมพันธ์กับความหมายเดิมในลักษณะต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
1. ความหมายของคำประสมมีเค้าความหมายเดิมของคำมูลมารวมกันโดยตรง เช่น รองเท้า ไม้แขวนเสื้อ ไม้กวาด
2. ความหมายของคำประสมในทำนองเปรียบเทียบ เช่น หางเสือ ลูกเสือ หัวแข็ง ปากแข็ง ปากกา และบางคำเป็นสำนวน เช่น ยกเมฆ ชักดาบ โคมลอย น้ำพักน้ำแรง ล่มหัวจมท้าย ฯลฯ
3. คำประสมที่เกิดจากนำคำมูลที่มีความหมายใกล้เคียงกัน หรือความหมาย คล้ายกันมาซ้อนกันเป็นคำขึ้นเช่น ว่องไว ว่ากล่าว เหลียวแล ช้านาน ถ้อยคำ วิ่งเต้น รูปภาพ เรือนหอ ฯลฯ
4. นำคำมูลที่มีความหมายกว้าง ๆ มาประสมกับคำมูลคำอื่น ๆ ทำให้เกิดความหมายเฉพาะขึ้น เช่น

ชาว (ย่อมาจากผู้ที่อยู่) เช่น ชาวบ้าน ชาวเขา ชาวเกาะ
นัก (ย่อมาจากผู้ที่กระทำ) เช่น นักเรียน นักร้อง นักดนตรี
เครื่อง (ย่อมาจากสิ่งที่ประกอบกันหรือของที่เข้าสำรับกัน) เช่น เครื่องยนต์ เครื่องจักร เครื่องกีฬา เครื่องเขียน
ช่าง (ย่อมาจากผู้ที่ชำนาญ) เช่น ช่างกล ช่างยนต์ ช่างเครื่อง
ที่ (ย่อมาจากตำแหน่งหรือถิ่น) เช่น ที่นอน ที่อยู่ ผู้ เช่น ผู้หญิง ผู้ใหญ่ ผู้น้อย

ข้อสังเกตคำประสม
1. คำประสมจะเป็นวิทยาการสมัยใหม่ เช่น เตารีด หม้อหุงข้าวไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ พัดลม ตู้เย็น เครื่องอบผ้า เครื่องซักผ้า เครื่องดูดฝุ่น ฯลฯ
2. คำประสมเป็นคำเดียวกันจะแยกออกจากกันไม่ได้ ความหายจะไม่เหมือนเดิม เช่น นางแบบ รับรอง มนุษย์กบ คำประสมจะเป็นคำใหม่เกิดขึ้น
3.วิธีสังเกตค่ำประสมนักจะมีลักษณะนามให้เห็นอย่างเด่นชัด เช่น ใบนี้ คนนี้ ชุดนี้ ฯลฯ เช่น วันนี้ไม่มีคนใช้คนนี้เลย (คำประสม)
4.คำประสมที่ขึ้นตนด้วยคำว่า “ลูก แม่” ต้องหมายถึงคนจึงจะเป็นคำประสม เช่น ลูกเสือ (คน) แม่มด (คน) ถ้าเป็นลูกของเสือ แม่ของมด จะเป็นคำเรียงกันธรรมดา ยกเว้นลูกน้ำเป็นคำประสม เพราะมีความหมายเปลี่ยนไป ไม่ใช่ลูกของน้ำ แต่เป็นลูกของยุง เป็นต้น

Posted in คำมูล คำประสม | Leave a comment

คำไทยแท้

ลักษณะคำไทยแท้

๑.คำไทยแท้ส่วนมากมีพยางค์เดียว ไม่ว่าจะเป็นคำนาม สรรพนาม วิเศษณ์ บุพบท สันธาน อุทาน ฯลฯ ซึ่งเรียกว่าภาษาคำโดด เช่น ลุง ป้า น้า อา กา ไก่ ฯลฯ มีคำไทยแท้หลายคำที่มีหลายพยางค์ เช่น มะม่วง สะใภ้ ตะวัน กระโดด มะพร้าว ทั้งนี้เพราะสาเหตุที่เกิดจาก
๑.๑ การกร่อนเสียง คำ ๒ พยางค์เมื่อพูดเร็วๆ เข้า คำแรกจะกร่อนลง เช่น
มะม่วง – หมากม่วง
ตะคร้อ – ต้นคร้อ
สะดือ – สายดือ
มะตูม – หมากตูม

๑.๒ การแทรกเสียง คือคำ ๒ พยางค์เรียงกันแล้วมีเสียงแทรกตรงกลาง เช่น
ลูกกระดุม – ลูกดุม
ผักกระถิน – ผักถิน
นกกระจอก – นกจอก
ลูกกระเดือก – ลูกเดือก

๑.๓ การเติมพยางค์หน้าคำมูลโดยเติมคำให้มีความหมายใกล้เคียงกัน เช่น
จุ๋มจิ๋ม – กระจุ๋มกระจิ๋ม
เดี๋ยว – ประเดี๋ยว
ท้วง – ประท้วง
ทำ – กระทำ

๒.คำไทยแท้ไม่มีตัวการันต์ ไม่นิยมคำควบกล้ำแต่มีเสียงควบกล้ำอยู่บ้างเป็นการควบกล้ำด้วย ร,ล,ว และมีตัวสะกดตรงตามมาตรา เช่น เชย สาว จิก กัด ฯลฯ
๓.คำไทยแท้มีวรรณยุกต์ทั้งมีรูปและไม่มีรูป เพื่อแสดงความหมาย เช่น ฉันอ่านข่าวเรื่องข้าว
๔.การเรียงคำในภาษาไทยสับที่กันทำให้ความหมายเปลี่ยนไป เช่น ใจน้อย – น้อยใจ         กลัวไม่จริง – จริงไม่กลัว
๕.คำไทยจะใช้รูป “ไอ” กับ “ใอ” จะไม่ใช้รูป “อัย” เลย และจะไม่พบพยัญชนะต่อไปนี้ ฆ ณ ฌ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ธ ศ ษ ฬ ยกเว้นคำบางคำที่เป็นคำไทย คือ ฆ่า เฆี่ยน ศึก ศอก เศิก เศร้า ธ ณ ฯพณฯ ใหญ่ หญ้า เป็นต้น

  • คำไทยแท้มีตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกด มาตราตัวสะกดมี 8 มาตรา คำไทยจะสะกดตรงตามมาตราตัวสะกดและไม่มีการันต์ เช่น

มาตราแม่กก ใช้ ก สะกด เช่น มาก จาก นก จิก รัก
มาตราแม่กด ใช้ ด สะกด เช่น กัด ตัด ลด ปิด พูด
มาตราแม่กบ ใช้ บ สะกด เช่น จับ จบ รับ พบ ลอบ
มาตราแม่กน ใช้ น สะกด เช่น ขึ้น อ้วน รุ่น นอน กิน
มาตราแม่กง ใช้ ง สะกด เช่น ลง ล่าง อ่าง จง พุ่ง แรง
มาตราแม่กม ใช้ ม สะกด เช่น ลาม ริม เรียม ซ้อม ยอม
มาตราแม่เกย ใช้ ย สะกด เช่น ยาย โรย เลย รวย เฉย
มาตราแม่เกอว ใช้ ว สะกด เช่น ดาว เคียว ข้าว เรียว เร็ว

  • คำที่มีมาตราตัวสะกดไม่ตรงตามมาตราตัวสะกด จะเป็นคำที่เป็นภาษาอื่นที่ยืมมาใช้ในภาษาไทย

 

การพิจารณาว่าคำใดเป็นคำไทยแท้
ปัจจุบันนั้นมีคำศัพท์ใหม่เกิดขึ้นมากมาย  จึงเป็นที่กังขากันว่าเราจะทราบได้อย่างไรว่า
คำไหนคือคำไทยแท้
–  ภาษาไทยเป็นคำโดด  ซึ่งหมายถึง คำที่ใช้ได้โดยอิสระ   คือแต่ละคำใช้ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนรูปคำ
–   คำภาษาไทยโดยมากเป็นคำพยางค์เดียว ส่วนเหตุที่มีคำไทยหลายคำที่มีหลายพยางค์นั้น  เพราะคำเหล่านั้นเกิดขึ้นในชั้นที่สอง  ไม่ใช่คำไทยเดิม  คำไทยแท้เริ่มจากคำมูล ( คำที่มีความหมายในตัวสมบูรณ์ และไม่อาจแยกพยางค์ออกไปโดยให้มีความหมายได้อีก ) ซึ่งมักมีพยางค์เดียว  คือ เปล่งเสียงออกมาครั้งเดียว
–    คำที่ใช้เรียกเครือญาติมาแต่เดิม  เช่น  พ่อ  แม่  พี่  น้อง  พี่  ป้า  น้า  อา
–    คำที่เป็นสรรพนาม  เช่น  มึง กู  สู  เรา  เขา  แก  เอ็ง  อี
–    คำที่บอกกิริยาอาการโดยทั่วๆไปซึ่งใช้มาก่อน เช่น  นั่ง  นอน  คลาน  ย่าง  ย่ำ  ก้ม  เงย  เกิด  ตาย
–    คำที่บอกจำนวน  เช่น  อ้าย  ยี่  ร้อย  เอ็ด  ล้าน  จ้าน  จัง
–    คำที่ใช้เรียกเครื่องมือเครื่องใช้ หรือสัตว์สิ่งของที่ใช้ประกอบอาชีพมาแต่โบราณ  เช่น  บ้าน  เรือน  ครัว  วัว ควาย  หม้อ  เสา
–     คำเรียกชื่อธรรมชาติซึ่งมีมานาน  เช่น คลอง  ห้วย  หนอง  ไฟ  ดิน  หิน  ฝน
–     คำที่ใช้เรียกสีที่รู้จักกันโดยทั่วไป  เช่น  ดำ  ด่าง  ม่วง  เขียว  มอ  ฟ้า
–     คำที่เป็นคุณศัพท์เก่าแก่ เช่น  ใหญ่  หนัก  แบน  กลม  เกลียด  ลืม   หลง  อ้วน  ซูบ
–     คำที่ใช้เรียกอวัยวะ  เช่น  หู  ตา  มือ  ตีน  ขน  ผม
–     คำที่ใช้เป็นลักษณนาม  เช่น  กลอ  ลำ  ก้อน  หลุม  คน  ข้าง

คำไทยแท้หลายพยางค์  เกิดจากวิธีการทางภาษา  ดังนี้
–  การกร่อนเสียง  เช่น  มะม่วง  มาจาก  หมากม่วง
–   การแทรกเสียง  เช่น  ผักกะเฉด  มาจาก  ผักเฉด
–  การเติมพยางค์หน้าคำมูล  เช่น  ท้วง  มาจาก  ประท้วง
– คำไทยแท้มีตัวสะกดตรงตามมาตรา  เช่น  ขัด  กับ  ตัก
– คำไทยแท้ไม่นิยมควบกล้ำ
– คำไทยแท้ไม่มีการันต์
– คำไทยแท้คำเดียวอาจมีความหมายหลายอย่าง  เช่น  ไก่ขัน  ขบขัน  ขันน้ำ
– คำไทยแท้มีรูปวรรณยุกต์เป็นเครื่องหมายกำกับเสียง เช่น  คา ค่า  ค้า
– คำไทยแท้ไม่พบพยัญชนะต่อไปนี้ ฆ ณ ญฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ธ ศ ษ ฬ ยกเว้น  ฆ่า  เฆี่ยน ระฆัง  ศอก  ศึก  ธ  เธอ  ณ ฯลฯ ใหญ่ หญ้า
– คำไทยแท้หากออกเสียง  ไอ จะใช้  ใอ  เช่น ใหม่  สะใภ้  ใช้  ใฝ่

Posted in คำไทยแท้ | Leave a comment